![]() |
"Be Certified IT Professionals, Start Here"
ผู้เข้าอบรมกว่า 20,000 ท่าน จากกว่า 4,000 บริษัท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 |
![]() |

รวมเทคนิคแก้ปัญหา Network & Server
https://www.itcert2005.com/article.htm
🔷 หลักการทำงานของ Tracert
1. เครื่องเราส่ง Packet ออกไป
2. Packet จะผ่าน Router ทีละตัว (เรียกว่า Hop)
3. Tracert จะวัดเวลาไป–กลับ (Latency / ms) ของแต่ละ Hop
4. แสดงผลออกมาเป็นลำดับ
👉 ยิ่งค่า ms สูง -> ยิ่งช้า
🔷 การใช้คำสั่ง Tracert (Windows)
tracert 8.8.8.8
tracert google.com
หน้าตาผลลัพธ์ Tracert
1 1 ms 1 ms 1 ms 192.168.1.1
2 10 ms 12 ms 11 ms 10.10.0.1
3 15 ms 14 ms 16 ms isp-router
4 150 ms 160 ms 155 ms international-link
5 155 ms 158 ms 160 ms google.com
🔷 วิธีดูว่า “เน็ตช้า” ตรงไหน
1️⃣ Hop แรก (เครื่องเรา -> Router)
1 ms 192.168.1.1
ถ้า Hop แรก สูงกว่า 10 ms
• เครื่องเรามีปัญหา
• LAN มีปัญหา
• Wi-Fi สัญญาณอ่อน
👉 ปัญหาอยู่ฝั่งเรา
2️⃣ Hop ภายในเครือข่าย / ISP แรก
10–20 ms
👉 ปกติถือว่า ยังโอเค
3️⃣ เจอ Hop ที่ค่า ms “กระโดดสูง”
15 ms -> 150 ms
📌 จุดนี้สำคัญมาก
แปลว่า :
• Router ตัวนั้น "หน่วง"
• Link ระหว่างประเทศ
• Network ISP ตัน
👉 จุดนี้คือคอขวด (Bottleneck)
4️⃣ ค่า ms สูงต่อเนื่องทุก Hop หลังจากนั้น
150 ms -> 155 ms -> 160 ms
หมายความว่า :
• ช้าตั้งแต่ Hop นั้นเป็นต้นไป
• ปลายทางไม่ผิด
• ทางผ่านมันช้า
🔷 เครื่องหมายที่ต้องระวัง
❌ เครื่องหมาย * * *
4 * * * Request timed out
อาจหมายถึง :
• Router ไม่ตอบ ICMP
• Firewall Block
• ไม่ได้แปลว่าช้าเสมอไป
⚠️ ต้องดู Hop ถัดไป ว่ายังไปต่อได้ไหม
🔷 สรุป Tracert ช่วยหาจุดเน็ตช้าได้ยังไง
• Hop แรกช้า -> เครื่องต้นทาง / LAN / Wi-Fi
• กลางทางกระโดดสูง -> ISP / Link
• ช้าทุก Hop หลังจุดนั้น -> คอขวด Network
• Timeout แต่ไปต่อได้ -> ICMP ถูก Block
🔷 ควรใช้ Tracert คู่กับอะไรดี
✅ Ping -> เช็กความเสถียร
✅ Pathping -> ดู Packet loss
✅ Speedtest -> ดูภาพรวม
